
จากสูตร
=IF(ROWS(B$3:B3)>$A$4,"",INDEX(ข้อมูล!B$2:B$12,SMALL(IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1),ROWS(B$3:B3))))
แปลว่า หาก
ROWS(B$3:B3)>$A$4 เป็นจริง ให้แสดงค่าว่าง หากไม่เป็นจริงให้แสดงผลลัพธ์ของ
INDEX(ข้อมูล!B$2:B$12,SMALL(IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1),ROWS(B$3:B3)))
จากสูตร
INDEX(ข้อมูล!B$2:B$12,SMALL(IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1),ROWS(B$3:B3)))
แปลว่า จากช่วงข้อมูล
ข้อมูล!B$2:B$12 ให้นำค่าในลำดับที่
SMALL(IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1),ROWS(B$3:B3)) มาแสดง นั่นแสดงว่าผลลัพธ์ของส่วนนี้จะต้องเป็นตัวเลขถึงจะใช้เป็นค่าลำดับได้
จากสูตร
SMALL(IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1),ROWS(B$3:B3))
แปลว่า ให้หาค่าที่น้อยที่สุดจาก
IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1) ในลำดับที่ได้ค่ามาจาก
ROWS(B$3:B3) หากส่วนนี้ให้ผลลัพธ์เป็น 1 แปลว่าให้หาค่าที่น้อยที่สุดในลำดับที่ 1 เป็นต้น
จากสูตร
IF(ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3,ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1)
แปลว่า หาก
ข้อมูล!$A$2:$A$12=$A$3 เป็นจริง ให้แสดงผลลัพธ์ของ
ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1 แต่หากไม่เป็นจริงให้แสดงผลลัพธ์เป็น False
คำแปลของ ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)-ROW(ข้อมูล!$A$2)+1 แปลว่าให้แสดงค่าลำดับโดยเริ่มจากเลข 1 สิ้นสุดในหมายเลข 11 (เลข 11 คือ จำนวนบรรทัดของ
ROW(ข้อมูล!$A$2:$A$12)) ดูเพิ่มเติมที่นี่่ครับ
https://snasui.com/wordpress/vlookup-multiple-values/