
สูตรลักษณะนั้นมีข้อจำกัดให้ใช้ตามตัวอย่างที่ยกมาเท่านั้นครับ
กรณีที่แต่ละส่วนไม่เป็นไปตามตัวอย่าง เช่นส่วนหัวของตารางไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวเลข หรือ ลงท้ายต้วยตัวเลขหลายหลักไม่แน่นอน จะต้องปรับสูตรเป็นอย่างอื่นและยากขึ้นอีกมาก
สูตรที่ต้องศึกษาให้เข้าใจคือ Index, Match, Offset, Left, Right ส่วนค่าที่คีย์อยู่ในปีกกา เช่น {1,2,3} เรียกว่าค่าคงที่ Array ส่วนตัวเลขที่นำไปกระทำเข้าไปในสูตร เช่น บวก ลบ คูณ หาร ก็เพื่อเปลี่ยนผลที่ได้จากสูตรให้ไปเป็นอย่างอื่นตามค่าที่ต้องการ
จากสูตร
=INDEX(OFFSET($D$4,7*(MATCH(--RIGHT(C$24,1),{1;2;3},0)-1),18*(MATCH(LEFT(C$24),{"A","B"},0)-1),4,12),MATCH($A26,$B$4:$B$7,0),MATCH(C$25,$D$3:$P$3,0))
หมายถึง จากช่วงข้อมูล
OFFSET($D$4,7*(MATCH(--RIGHT(C$24,1),{1;2;3},0)-1),18*(MATCH(LEFT(C$24),{"A","B"},0)-1),4,12) ซึ่งผลลัพธ์จะได้เป็นตารางข้อมูล ให้นำ
บรรทัดที่เป็นผลลัพธ์ของ
MATCH($A26,$B$4:$B$7,0) และ
คอลัมน์ที่เป็นผลลัพธ์ของ
MATCH(C$25,$D$3:$P$3,0) มาแสดง
จากสูตร
OFFSET($D$4,7*(MATCH(--RIGHT(C$24,1),{1;2;3},0)-1),18*(MATCH(LEFT(C$24),{"A","B"},0)-1),4,12) หมายถึง จากเซลล์
$D$4 ลงไปด้านล่างจำนวน
7*(MATCH(--RIGHT(C$24,1),{1;2;3},0)-1) บรรทัด ไปด้านขวาจำนวน
18*(MATCH(LEFT(C$24),{"A","B"},0)-1) คอลัมน์ ความสูง
4 บรรทัด ความกว้าง
12 คอลัมน์
จากสูตร
MATCH(--RIGHT(C$24,1),{1;2;3},0) หมายถึง ให้หาว่า
--RIGHT(C$24,1) อยู่ในลำดับที่เท่าไรของ
{1;2;3}
จากสูตร
--RIGHT(C$24,1) หมายถึงให้อักขระด้านขวาเซลล์
C$24 มาเพียง
1 อักขระแล้วแปลงให้เป็นตัวเลข กรณีเป็น Left ก็จะทำงานตรงกับข้ามกับ Right
ให้ลองแทนค่าสูตรจากด้านในออกด้านนอกหรือจากคำอธิบายนี้ ให้แทนค่าจากด้านล่างขึ้นด้านบน ค่อย ๆ ทำความเข้าใจครับ